ข้อควรรู้ หากไม่เช็กระยะรถยนต์ จะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อ Sep 09, 2024ผู้ใช้รถทุกคนคงรู้ว่ารถยนต์ทุกคันเมื่อมีการใช้งานมาระยะหนึ่งแล้ว จำเป็นต้องนำรถเข้าไปตรวจเช็กตามจุดต่าง ๆ ที่ผู้ผลิตรถกำหนดเพื่อให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หรือนิยมเรียกกันว่า การเช็กระยะ หากไม่เช็กระยะรถยนต์ที่ศูนย์ตามที่กำหนด เจ้าของรถจะไม่ทราบเลยว่ารถของตัวเองมีอุปกรณ์ชิ้นไหนแตกหัก เสียหาย เสื่อมสภาพ และต้องเปลี่ยนใหม่บ้าง และนอกจากนี้รู้หรือไม่ว่าการไม่นำรถเข้าเช็กระยะตามเวลาที่กำหนดนั้นส่งผลเสียได้มากกว่าที่คิด
เช็กระยะรถยนต์ แต่ละช่วงต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง
ระยะเวลาประมาณ 1-6 เดือน หรือทุก ๆ 5,000 กิโลเมตร
ตรวจเช็กเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรอง พร้อมกับตรวจเช็กยางรถยนต์ ระบบจานเบรกและผ้าเบรก
ระยะเวลาประมาณ 6-12 เดือน หรือทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร
ตรวจเช็กเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องพร้อมไส้กรอง การสลับยางพร้อมถ่วงล้อ ตรวจความเสื่อมสภาพของที่ปัดน้ำฝน และที่ฉีดน้ำยาล้างกระจก ตรวจเช็กระบบเบรก ระบบคลัตช์ พร้อมตรวจดูการรั่วซึมของท่อและสายน้ำมันคลัตช์ ระบบช่วงล่างทั้งโช้คอัพหน้า-หลัง
ระยะเวลาประมาณ 12-24 เดือน หรือทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร
เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไส้กรองและน้ำมันเกียร์ พร้อมดูความตึงและหย่อนของสายพานขับและสายพานเครื่องยนต์ เช็กระบบช่วงล่างไล่มาตั้งแต่ระบบบังคับเลี้ยว ระบบคันชัก-คันส่ง ลูกหมาก
ระยะเวลาประมาณ 12-24 เดือน หรือทุก ๆ 40,000 กิโลเมตร
เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรอง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรก น้ำมันคลัตช์ น้ำมันพวงมาลัย น้ำมันเกียร์ออโต้ และน้ำหล่อเย็นเครื่องยนต์ รวมทั้งจะมีการเปลี่ยนสายพานขับปั๊ม สายพานแอร์ และใบปัดน้ำฝน
ระยะไม่เกิน 36 เดือน หรือ 60,000 กิโลเมตร
เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรอง อุปกรณ์บางอย่างก็ถึงกำหนดที่จะต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะด้วยการใช้งานที่ผ่านมาหลายปี อันดับแรกที่ต้องตรวจเช็กคือแบตเตอรี่ ซึ่งการเปลี่ยนแบตเตอรี่นั้นส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับการใช้งานและวิธีการขับรถของเรา โดยทั่วไปแบตเตอรี่รถยนต์จะสามารถใช้งานประมาณ 1 ปีครึ่ง - 2 ปี รวมถึงเปลี่ยนสายหัวเทียน เปลี่ยนกรองน้ำมันเชื้อเพลิง และระบบที่เกี่ยวข้องกับหม้อน้ำ
ระยะไม่เกิน 36 เดือน หรือ 60,000 กิโลเมตร
อายุการรับประกันของรถยนต์ในปัจจุบันที่มาพร้อมกับรถใหม่ป้ายแดงส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (หรือขึ้นอยู่กับผู้ผลิตแต่ละราย) ด้วยระยะทางดังกล่าวถือว่ารถคันนั้นผ่านการใช้งานมาพอสมควร อะไหล่ชิ้นส่วนต่าง ๆ ย่อมมีการสึกหรอชำรุด สิ่งที่ควรต้องตรวจเช็กเป็นพิเศษจะเป็นยางล้อรถยนต์

หากเช็กระยะรถยนต์ เกินเวลาที่กำหนดจะมีผลอย่างไร
การเข้ารับบริการตรวจเช็กไม่ควรเกินระยะที่กำหนดไว้ตามคู่มือ หรือตามที่ศูนย์บริการนัดหมาย หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ควรเกินกว่า 100-200 กิโลเมตร แต่สามารถเข้าตรวจเช็กได้ก่อน ทั้งนี้ ระยะในการตรวจที่เกินกำหนดจะมีผลต่อเครื่องยนต์ เบรก และส่วนอื่น ๆ โดยตรง และที่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าการหลีกเลี่ยงหรือไม่นำรถเข้ารับการเช็กระยะตามกำหนด ผู้จำหน่ายมีสิทธิ์ไม่รับประกันหากรถเกิดเสียหายระหว่างใช้งาน โดยเฉพาะถ้าเกิดกับเรื่องของเหลว
ทำไมต้องตรวจเช็ครถเป็นประจำ มีประโยชน์ต่อผู้ขับขี่อย่างไร
เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่
เมื่อผู้ขับขี่ตรวจเช็ครถอย่างสม่ำเสมอ ตรวจสภาพรถเช็คระยะตามที่คู่มือรถของคุณกำหนด ทำให้รถมีสภาพพร้อมใช้งานทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
ช่วยให้ประหยัดเงินมากขึ้น
เมื่อผู้ขับขี่ตรวจเช็ครถอย่างสม่ำเสมอ ทำให้คุณสามารถพบความปกติได้เร็วขึ้น เสียจุดไหนซ่อมได้ทันเวลาทำให้งบในการซ่อมแซมไม่บานปลาย และช่วยลดการซ่อมแซมใหญ่ในระยะยาวได้อีกด้วย
ช่วยยืดอายุงานของรถยนต์
หากละเลยไม่ดูแลรถก็อาจจะมีการเสื่อมสภาพหรือ ชิ้นส่วนและอะไหล่ต่างๆ ของรถยนต์ สึกหรอ ควรบำรุงอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น
เพิ่มมูลค่ารถยนต์
เมื่อผู้ขับขี่ตรวจเช็ครถอย่างสม่ำเสมอ ตรวจสภาพรถเช็คระยะตามที่คู่มือรถของคุณกำหนด ก็เป็นส่วนที่ทำให้รถของคุณอยู่ในสภาพดี เมื่อต้องการขายต่อ คุณจะได้รับราคาดีไปด้วย
รู้แบบนี้แล้วอย่าลืมนำรถเข้าเช็คระยะที่ศูนย์บริการรถยนต์ตามระยะทางที่คู่มือกำหนดทุกครั้ง เพื่อตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ บำรุงรักษาในจุดที่จำเป็น เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยบนท้องถนนนั่นเอง
สินค้าเเนะนำ
[product_category category=”car-maintenance” limit="4" columns=”4″ orderby=”date” order=”desc”].